เลนส์โปรเกรสซีฟ คืออะไร? ทำความรู้จักกับโปรเกรสซีฟฉบับเข้าใจง่าย โดยนักทัศนมาตร เชียงใหม่

14 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เลนส์โปรเกรสซีฟ คืออะไร? ทำความรู้จักกับโปรเกรสซีฟฉบับเข้าใจง่าย โดยนักทัศนมาตร เชียงใหม่


เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive Lens)
หรือเลนส์หลายระยะไร้รอยต่อ คือนวัตกรรมทางสายตาที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไข ภาวะสายตายาวตามวัย (Presbyopia) ซึ่งมักเริ่มเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โครงสร้างเลนส์ชนิดนี้ถูกคำนวณกำลังการโฟกัสอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ส่วนบนถึงส่วนล่าง ทำให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นภาพได้คมชัดทุกระยะ—ไกล กลาง และใกล้—ภายในแว่นตาเพียงตัวเดียว โดยไม่มีเส้นรอยต่อพาดผ่านเลนส์เหมือนแว่นสองชั้นรุ่นเก่า

ตามข้อมูลเชิงคลินิกจาก American Optometric Association (AOA) และ Cleveland Clinic การสูญเสียความยืดหยุ่นของเลนส์ตาตามธรรมชาติตามอายุ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ดวงตาปรับโฟกัสระยะใกล้ได้ยากขึ้น การใช้งานเลนส์โปรเกรสซีฟจึงช่วยขจัดปัญหาการสลับแว่นเข้า-ออก และลดอาการเหนื่อยล้าของดวงตา (Eye Strain) จากการเพ่งระยะต่างๆ

 

 

โครงสร้างและการทำงาน 3 ระยะในเลนส์โปรเกรสซีฟ

ระยะไกล (Distance Zone): อยู่บริเวณส่วนบนของเลนส์ ใช้สำหรับการมองทัศนียภาพไกล ขับรถ หรือดูทีวี
ระยะกลาง (Intermediate Zone): อยู่บริเวณส่วนกลางของเลนส์ เหมาะสำหรับกิจกรรมระยะช่วงแขน เช่น การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือมองคอนโซลรถ
ระยะใกล้ (Near Zone): อยู่บริเวณส่วนล่างของเลนส์ ออกแบบมาสำหรับการอ่านหนังสือ ส่องข้อความในสมาร์ทโฟน หรือการทำงานละเอียด
 

หมายเหตุ: ด้านข้างของเลนส์โปรเกรสซีฟจะมีบริเวณภาพบิดเบือน (Distortion Zone) ซึ่งเป็นธรรมชาติของโครงสร้างเลนส์ไร้รอยต่อ ความกว้างของพื้นที่ใช้งานจะขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีการขัดเลนส์


ความแตกต่างระหว่างเลนส์โปรเกรสซีฟกับเลนส์สองชั้น

รูปลักษณ์ภายนอก:
เลนส์สองชั้นจะมีเส้นรอยต่อพาดผ่านตัวเลนส์อย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้สวมใส่มักถูกมองว่ามีอายุ ในขณะที่เลนส์โปรเกรสซีฟมี ผิวเลนส์เรียบเนียน ไร้รอยต่อ มองภายนอกเหมือนแว่นสายตาชั้นเดียวปกติ ช่วยเสริมบุคลิกภาพให้ดูทันสมัย

ระยะการมองเห็น: เลนส์สองชั้นรองรับการมองเพียง 2 ระยะ คือ ระยะไกล (ส่วนบน) และ ระยะใกล้ (ส่วนล่าง) ส่วนเลนส์โปรเกรสซีฟสามารถ มองเห็นได้ครบ 3 ระยะ ทั้งไกล กลาง (ระยะจอคอมพิวเตอร์/คอนโซลรถ) และใกล้ ได้อย่างต่อเนื่อง

ความนุ่มนวลของภาพ (Image Jump): เมื่อมองผ่านเลนส์สองชั้น สายตาจะตัดข้ามเส้นรอยต่อทันที ทำให้เกิดปรากฏการณ์ภาพกระโดดและวูบวาบ แต่เลนส์โปรเกรสซีฟใช้เทคโนโลยีการไล่ระดับค่าสายตาอย่างละเอียด ภาพที่ได้จึงมีความนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติมากกว่า

ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน: เลนส์สองชั้นบังคับให้ผู้ใช้งานต้องคอยก้มหรือเงยหน้าเพื่อหาโฟกัสที่ขาดช่วง โดยเฉพาะระยะกลางที่มักจะเบลอ ส่วนเลนส์โปรเกรสซีฟช่วยให้กวาดสายตาทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ประชุม และอ่านเอกสารได้ราบรื่นโดยไม่ต้องถอดหรือสลับแว่นเข้า-ออก

 

ประเภทของเลนส์โปรเกรสซีฟและการเลือกใช้งาน


1. Standard / Entry-Level Progressive (เลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นมาตรฐาน)
ลักษณะ: คำนวณและฝนโครงสร้างเลนส์แบบสำเร็จรูปบนพื้นผิว ด้านหน้า หรือ ด้านหลัง เพียงฝั่งเดียว
ข้อดี: ราคาเข้าถึงง่ายที่สุด
ข้อจำกัด: มุมมองระยะกลางและระยะใกล้จะแคบ มีภาพบิดเบือน (Distortion) บริเวณขอบข้างค่อนข้างมาก ต้องใช้เวลาปรับตัวนาน
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้เลนส์โปรเกรสซีฟ ค่าสายตาไม่เยอะ และมีงบประมาณจำกัด

2. Individualized / Semi-Custom Progressive (เลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นเฉพาะบุคคลระดับกลาง)
ลักษณะ: ใช้เทคโนโลยี Freeform ขัดโครงสร้างเลนส์แบบละเอียด 2 ด้าน (Double Surface) โดยนำค่าสายตาสั้น ยาว เอียง ของทั้งสองข้างมาคำนวณร่วมกัน
ข้อดี: ภาพบิดเบือนด้านข้างลดลง มุมมองกว้างขึ้น ชัดเจนและสบายตากว่ารุ่นมาตรฐาน ปรับตัวได้ไวขึ้น
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีค่าสายตาสองข้างต่างกันพอสมควร หรือผู้ที่เคยใช้รุ่นมาตรฐานแล้วรู้สึกว่ามุมมองแคบไป

3. Tailor-made / Personalized Progressive (เลนส์โปรเกรสซีฟระดับเฉพาะบุคคลขั้นสูง)
ลักษณะ: นำค่าสายตาอย่างละเอียด ร่วมกับ ค่าพารามิเตอร์ของกรอบแว่นและใบหน้า มาคำนวณผลิตเลนส์แบบชิ้นต่อชิ้น ได้แก่:
ความโค้งของหน้าแว่น (Wrap Angle)
ความเทของหน้าแว่น (Pantomimic Tilt)
ระยะห่างจากกระจกตาถึงเลนส์ (Vertex Distance)
พฤติกรรมการกรอกตาและการเคลื่อนไหวศีรษะ

ข้อดี: ภาพบิดเบือนน้อยที่สุด ให้มุมมองเป็นธรรมชาติมากที่สุด ปรับตัวได้ทันที
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีค่าสายตาซับซ้อน (เอียงเยอะ, สายตาสองข้างต่างกันมาก) เลือกกรอบแว่นที่มีความโค้งพิเศษ หรือต้องการความสบายตาขั้นสุด

4. Occupational / Office Progressive (เลนส์เฉพาะทาง/เฉพาะเฉพาะงาน)

ลักษณะ: ออกแบบมาเน้นระยะใกล้ (อ่านหนังสือ/เอกสาร) และระยะกลาง (หน้าจอคอมพิวเตอร์) โดยเฉพาะ (ตัดระยะไกลออก)
ข้อดี: ให้มุมมองระยะกลางและระยะใกล้ที่กว้างมาก ทำงานหน้าจอได้นานโดยไม่ปวดคอหรือเมื่อยตา
เหมาะสำหรับ: พนักงานออฟฟิศ หรือผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์และอ่านเอกสารเป็นหลักตลอดวัน

โครงสร้างความยาว Corridor (ทางผ่านสายตา)

การเลือกความยาว Corridor (ระยะห่างจากจุดมองไกลลงมาถึงจุดมองใกล้) มีผลอย่างมากต่อการใช้งาน:

Short Corridor (11 - 13 mm): เหมาะกับกรอบแว่นที่มีความสูงแนวตั้งน้อย (กรอบเล็กรอบสั้น) ไม่ต้องเหลือกตาลงต่ำมากเพื่ออ่านหนังสือ แต่ภาพบิดเบือนจะหนาแน่นกว่า
Long Corridor (14 - 17 mm): เหมาะกับกรอบแว่นทรงใหญ่ การเปลี่ยนระยะโฟกัสจะนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ และลดภาพบิดเบือนได้ดีกว่า


ใครที่สมควรสวมแว่นตาโปรเกรสซีฟ
  1. ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ที่เริ่มมีปัญหาอ่านหนังสือหรือมองระยะใกล้ไม่ชัด (ภาวะสายตายาวตามวัย)
  2. ผู้ที่ไม่อยากพกแว่นหลายอัน หรือไม่อยากคอยถอดแว่นเข้า-ออกเวลามองสลับระยะ
  3. ผู้ที่ทำงานต้องมองหลายระยะพร้อมกัน เช่น งานออฟฟิศที่ต้องมองจอคอมพิวเตอร์ ประชุม และดูเอกสาร
  4. ผู้ที่ต้องการบุคลิกภาพที่ดูดี โดยไม่มีเส้นรอยต่อบนแว่นตา
เทคนิคการปรับตัวสำหรับผู้เริ่มใส่แว่นโปรเกรสซีฟ

1. หันหน้าตามทิศทางที่ต้องการมอง:
ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก ควรฝึกหันศีรษะไปยังวัตถุแทนการกวาดสายตาไปด้านข้างเพียงอย่างเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงโซนภาพบิดเบือนด้านข้าง

2. ก้ม-เงยสายตาให้ถูกระยะ: มองไกลมองตรงผ่านส่วนบน, มองจอคอมพิวเตอร์มองผ่านส่วนกลาง, และมองโทรศัพท์โดยเหลือบสายตาลงส่วนล่าง
 
3. สวมใส่อย่างต่อเนื่อง: การสวมใส่แว่นตาเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้สมองและระบบประสาทตาปรับตัวเข้ากับโครงสร้างเลนส์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ทำไมต้องตัดเลนส์โปรเกรสซีฟกับนักทัศนมาตร (Optometrist)
เลนส์โปรเกรสซีฟเป็นเลนส์เฉพาะบุคคลที่มีความซับซ้อนสูง การวัดและตัดแต่งที่ผิดพลาดแม้เพียงมิลลิเมตรเดียวอาจทำให้เกิดอาการเวียนหัวและใช้งานไม่ได้จริง:

การตรวจวัดสายตาอย่างละเอียด (Refraction):
นักทัศนมาตรมีความเชี่ยวชาญในการหาค่าสายตาจริงทั้งระยะไกล สภาวะเพ่งของตา และค่าการเพ่งมองใกล้ (Add) อย่างแม่นยำ

การหาตำแหน่งจุดศูนย์กลางรูปูมตา (Parameter Fitting): ตรวจวัดตำแหน่ง Pupillary \ Distance \ (PD) และ Fitting \ Height \ (FH) เพื่อให้จุดโฟกัสของเลนส์ตรงกับตาดำในทุกองศาการมอง
การคัดเลือกโครงสร้างเลนส์: วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้สายตาและเลือกแบบโครงสร้างเลนส์ (Lens \ Design) ที่เหมาะสมกับอาชีพและกรอบแว่นของแต่ละบุคคล

การปรับแต่งกรอบแว่น (Fitting Assessment): คำนวณค่าความโค้งหน้าแว่น (Wrap \ Angle), มุมเทหน้าแว่น (Pantometer \ Angle) และระยะห่างระหว่างเลนส์กับกระจกตา (Vertex \ Distance) เพื่อลดภาพบิดเบือน (Distortion) ข้างเลนส์ให้ได้มากที่สุด

บริการตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่ JackalxOrbit เชียงใหม่

การตัดแว่นโปรเกรสซีฟให้ได้ความแม่นยำสูง จำเป็นต้องอาศัยขั้นตอนการ วัดสายตาอย่างละเอียด รวมถึงการวัดค่าพารามิเตอร์สามมิติบนใบหน้า (เช่น ระยะห่างตาดำ PD, มุมเทหน้าแว่น, และความโค้งกรอบ) เพื่อให้จุดโฟกัสของเลนส์ตรงกับจุดศูนย์กลางม่านตาของผู้ใช้งานพอดี

หากคุณกำลังมองหา ร้านแว่นตา เชียงใหม่ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเลนส์โปรเกรสซีฟ ร้านแว่นตา JackalxOrbit เชียงใหม่ พร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบโครงสร้างเลนส์เฉพาะบุคคล และคัดสรรเลนส์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก เพื่อให้คุณได้แว่นตาที่มองชัดทุกระยะและสวมใส่สบายตาที่สุดในชีวิตประจำวัน

ได้รับรางวัลรับรองมาตรฐานในการจำหน่ายเลนส์จากแบรนด์เลนส์ระดับโลก
Rodenstock Silver Partner 2025
ZEISS Vision Partner
Essilor Experts 2026

จองคิววัดสายตาได้ทุกวัน
Tel : 089-838-6992 , 082-698-8002
ติดต่อทางLine คลิก : https://shorturl.at/pHZ56
Website : https://www.orbit-eyesight.com/
ศูนย์เลนส์ชะลอสายตาสั้นในเด็ก : https://www.orbit-eyesight.com/kids
เปิดให้บริการทุกวัน เวลาเปิด-ปิด 11:00-20:00น.
ออกใบกำกับภาษี หรือ ใบเสร็จเต็มรูปได้
รับบัตรเครดิตทุกธนาคาร
ผ่อน 0% 3 - 6 เดือน
รองรับการชำระเงินผ่าน SPayLater

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้